เวลาคนถามว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย ฉันมักตอบว่า “พอพูดได้บ้างค่ะ แต่ไม่รู้ว่าลูกพูดได้มากแค่ไหน” และฉันก็จะถูกมองด้วยสายตาประหลาดๆเป็นทำนองว่า เป็นแม่ประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าลูกพูดได้แค่ไหน
ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่ ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กเลือกใช้ภาษาตามความจำเป็น ฉันและสามีใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ แม้ฉันจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับน้องมาลีมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก แต่ดูเหมือนน้องมาลีจะรู้เงื่อนไขว่า ถึงพูดภาษาอังกฤษกับแม่ แม่ก็เข้าใจ น้องมาลีจึงไม่ค่อยเดือดร้อนที่จะพูดภาษาไทยกับแม่ นอกจากคราวจำเป็น อย่างเช่น เมื่อกินข้าวไม่หมดจานแต่อยากจะลุกจากโต๊ะอาหาร แล้วแม่ถามว่า “มาลีนา จะไปไหน ยังกินข้าวไม่หมดเลยลูก” เธอก็จะตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “อิ่มค่ะ พุงป่อง” ในขณะที่ถ้าแม่บอกว่า “มาลีนา ปิดทีวีเลยลูก ไปอาบน้ำได้แล้ว” เธอก็จะนั่งเฉย เหมือนไม่เข้าใจที่แม่พูด แต่ตาเป็นประกายแวววาว ซึ่งฉันขอเรียกว่าเป็นอาการหูทวนลมมากกว่าอาการไม่รู้ภาษา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่อย่างฉันที่จะบอกได้ว่าเวลาพูดแล้วลูกไม่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยนั่นเป็นเพราะลูกไม่เข้าใจหรือเพราะลูกไม่เห็นความจำเป็นที่จะพูด
อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ละความพยายามที่จะฝึกให้ลูกใช้ภาษาไทย คุณป้าสารภี พี่สาวคนโตของฉันซึ่งอยู่เมืองไทยคอยส่งหนังสือนิทานบ้าง หนังสือก.ไก่บ้างมาให้หลานได้หัดอ่าน หัดเขียน น้องมาลีจึงได้หัดเขียนตัวอักษรไทยบ้าง ฟังแม่อ่านนิทานบ้าง ตามเวลาและโอกาสจะอำนวย คืนนี้หลังจากอาบน้ำ สระผม เรียบร้อยแล้ว น้องมาลีขอให้แม่อ่านหนังสือภาษาไทยให้ฟังก่อนนอน
“เอาเล่มไหนคะลูก” เราพยายามให้ลูกรู้จักตัดสินใจและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจตั้งแต่เด็ก
“Shall we read this one, mummy?” น้องมาลีไปคว้าพจนานุกรมภาพสำหรับเด็กซึ่งเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
“I’ll read the English words and can you read the Thai words with me?” น้องมาลีกำหนดกติกาให้แม่
.”ได้ค่ะลูก” ในเมื่อแม่ให้ลูกเป็นคนตัดสินใจ แม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของลูก
เราเปิดอ่านทีละหน้า เริ่มจากหน้าที่เป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว ส่วนต่างๆของบ้าน ไปจนถึงหน้าที่เกี่ยวกับสัตว์ต่างที่พบทั่วไป
“Butterfly” น้องมาลีเอ่ยนำ
“ผีเสื้อ” แม่เอ่ยตาม
“It’s like ‘put on the shirt’!” น้องมาลีกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“อะไรนะคะ” ฉันไม่เข้าใจว่าลูกหมายถึงอะไร
“This word, Mummy. It’s like ‘put on the shirt’ Sua” น้องมาลีอธิบาย
“อ๋อ คำนั้น ใส่เสื้อ ค่ะลูก อันนี้ ผีเสื้อ ไม่เหมือนกันค่ะ” จะว่าไปแล้ว คำว่าเสื้อมันเหมือนกันจริงๆนั่นแหล่ะ
จากนั้น เราเปิดหน้าถัดไปซึ่งเกี่ยวกับรูปทรง
“circle”
“วงกลม”
“In Spanish, we don’t say circle, we say círculo.” น้องมาลีอธิบาย
“อ๋อ เหรอคะ” แล้วแม่ก็เปิดหน้าต่อไป “มานับเลขกันดีกว่าค่ะ หนึ่ง สอง สาม…”
“Three in Chinese is San” น้องมาลีมีข้อสังเกตอีกแล้วค่ะ
“เหรอคะ อ้อ แม่ไม่รู้”
“Ee Er San- one two three” สาวน้อยอธิบายให้แม่ฟัง
อย่างที่บอกฉันไม่รู้ว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มากแค่ไหน จริงๆฉันก็ไม่รู้ว่าลูกพูดได้กี่ภาษา และฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นแม่ประสาอะไร
เป็นเหมือนกันเลยคะน้องกาน ตอนนี้พี่เลิกคิดมากแล้ว ปล่อยเขาเป็นธรรมชาติบ้างดีกว่า
ก็แกเล่นไม่พูดภาษาไทยกับลูกนี่หว่า
นี่วันก่อนเห็นเค้าสมัครมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สนะ import จากนอกกันทั้งนั้นเลย ชั้นรออีกซัก 15 ปีพอป่ะ
เราพูดภาษาไทยกับลูกนะโม แต่เจ้าหนูตอบมาเป็นภาษาอังกฤษ โปรดอ่านคอมเม้นท์พี่ตู่ข้างบน
นู๋มาลีพูดไทยได้เพราะเวลาคุยกะชั้นคุย ชั้นพูดภาษาไทย นู๋มาลีก็พูดไทยจ๊ะ
โตกว่านี้หน่อยจะส่งไปอยู่กับป้าอาร์ช่วงปิดเทอม
จัดไปอย่าให้เสีย
อยู่กะน้าจิ๋วก็ได้นะ จะได้เล่นกะพี่น้ำขิง และน้อง…
หนูยืนยันคำเดิม ขอจอง “นินทาลูก” ไว้สำหรับเปิดตัวสำนักพิมพ์นะค่ะ