ฉันกลัวการติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย ทั้งๆที่ฉันเองก็เคยรับราชการเป็นอาจารย์มาเกือบสิบปี แต่ประสบการณ์การได้รับบริการจากหน่วยงานราชการที่บั่นทอนจิตใจนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ทุกครั้งที่มีเรื่องจะต้องไปติดต่อหนาวยงานราชการไทย ฉันเกิดอาการเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดกลัว อยู่เสมอ
เมื่อย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทสอังกฤษ โอกาสในการติดต่อหน่วยงานราชการไทยก็น้อยลง ทำให้ความกลัวได้เลือนหายไปบ้าง แต่และแล้วมันก็ถึงเวลา เวลาที่ต้องไปขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้ทั้งตัวเองและลูกสาว เพราะเล่มเก่าจะหมดอายุ ฉันเข้าไปอ่านรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารที่ต้องการในเว็บไซต์ของสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง เสร็จแล้วก็โทรศัพท์ไปจองเวลาทำหนังสือเดินทาง อย่างที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า
การยื่นคำร้อง
1. กรุณานัดหมายกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ล่วงหน้าที่หมายเลข 020 7589 2944
ต่อ 5500 ในวันทำการ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น.
เจ้าหน้าที่ลงเวลานัดหมายให้ฉันไปสถานทูตในวันที่ 14 เมษายน เวลา 10.00 น.
วันที่ 14 เมษายน มาถึง คุณสามี น้องมาลี และดิฉัน ขับรถออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า เพราะเราอยู่ไกลเมืองลอนดอนอยู่ไม่น้อย เราไปถึงสถานทูตก่อนเก้าโมงเช้า ก็เห็นคนยืนรออยู่หลายคน พอใกล้ถึงเวลาสถานทูตเปิด (9.30 น.) ฉันเห็นคนเริ่มไปเข้าแถวรอหน้าประตู คุณสามีถามว่าเราควรไปเข้าแถวด้วยมั้ย ฉันบอกว่าคงไม่ต้องหรอก เพราะเรานัดไว้แล้ว เวลานัดเราตั้งสิบโมงแน่ะ พอสถานทูตเปิด เราก็เดินเข้าไปตามหลังคนทั้งกลุ่ม เมื่อเข้าไปก็พบว่ามีระบบบัตรคิว คุณสามีบอกว่า เอาบัตรคิวไปก่อนแล้วกัน ฉันจึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่าฉันมีนัดไว้สิบโมง เจ้าหน้าที่รีบตอบ “อ๋อ นัดไว้หรือไม่ ไม่สำคัญค่ะ ไปเอาบัตรคิวแล้วรอเรียกค่ะ” ฉันรับฟังอย่างอึ้งๆ พอมานั่งจึงเห็นป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ว่าท่านได้นัดหมายเวลากับสถานทูตไว้แล้ว ให้รับบัตรคิว และรอเรียก เอ่อ …… แล้วคุณจะให้ดิฉันโทรมานัดทำอาแป๊ะอากู๋ทำไม (นอกจากคุณได้ค่าโทรศัพท์ที่คิดค่าบริการแพงแสนแพง)
ฉันไปนั่งรอโดยพยายามไม่คิดอะไร เมื่อถึงคิวตัวเองยื่นเอกสาร ฉันส่งเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ (และหนีบเอกสารสำรองไว้อีกหอบใหญ่) เจ้าหน้าที่เปิดเอกสารไปมาสักพัก ก็มาถึงคำถามที่ฉันรอคอย คำถามที่ถ้าชีวิตฉันไม่มีลูกน้อยที่ต้องปกป้องดูแล ฉันจะเอาปืนกลแบบอาวุธสงครามไปยิงกราดเจ้าหน้าที่ฝ่ายทำบัตรประชาชนของเทศบาลนครสงขลาให้ตายทั้งแผนก (If I could, if I only could, I surely would!) คำถามนั้นคือ ทำไมคุณนามสกุล ไม่เหมือนกับลูก ถูกต้องค่ะ เจ้าหน้าที่ถามถูกต้องแล้ว เพราะในบัตรประชาชนของฉันระบุว่า
ชื่อ นางกาญจนา
นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน
ฉันสูมลมหายใจลึก ถึงลึกที่สุดและเริ่มอธิบาย (ซึ่งฉันต้องอธิบายเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง) ให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาตอนที่ดิฉันแต่งงาน แล้วไปขอทำเรื่องเปลี่ยนนามสกุลที่อำเภอค่ะ ดิฉันขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น มินสัน ตามนามสกุลของสามี และขอชื่อ ศิริวัฒน์ (ซึ่งเป็นนามสกุลก่อนสมรส)เป็นชื่อรอง ทางอำเภอไม่มีปัญหาอะไร แต่ตามระบบการทำงานราชการ ฉันต้องไปยื่นเรื่องทำบัตรประชาชนที่เทศบาลนครสงขลา เพราะฉันมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเทศบาล ฉันไปยื่นเรื่องที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ของเทศบาลบอกว่า ไม่สามารถใส่ ศิริวัฒน์ในช่องชื่อได้ เพราะมันเป็นนามสกุล ฉันพยายามอธิบายว่ามันเป็นนามสกุลก่อนสมรส ที่ดิฉันต้องการนำมาใช้เป็นชื่อรอง (ซึ่งฉันก็เห็นผู้หญิงจำนวนไม่น้อยทำกัน และดิฉันก็เห็นเป็นเรื่องดี เพราะดิฉันรักและภาคภูมิใจในความเป็นศิริวัฒน์ของครอบครัวฉัน และอยากจะให้ความเป็นศิริวัฒน์ติดตัวฉันไปตลอดไป) หลังจากที่ความพยายามในการอธิบายให้เจ้าหน้าที่เป็นเวลาเกือบยี่สิบนาทีไม่ได้ผล ฉันเดินกลับไปที่อำเภอเพื่อขอให้ทางอำเภอออกหนังสืออธิบายเรื่องการขอตั้งชื่อรองของดิฉัน เพื่อที่ดิฉันสามารถเอาไปอธิบายกับเทศบาลได้ เจ้าหน้าที่ของอำเภอออกหนังสือให้ดิฉันอย่างไม่ลังเล ฉันวิ่งกลับไปที่เทศบาล พยายามอธิบายกับเจ้าหน้าที่เทศบาลอีกรอบ และฉันก็ได้คำตอบเหมือนเดิมว่าไม่ได้ ใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้ และก็ได้ใช้นิ้วชี้มหัสจรรย์ คลิ้กสั่งพริ้นท์บัตรประชาชน และยัดเหยียดบัตรประชาชนที่มีรายละเอียดว่า
ชื่อ นางกาญจนา
นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน
ให้ฉัน หลังจากเวลาชั่วโมงกว่าในการถูกบีบคั้นทางจิตใจ ฉันรับบัตรนั้นมาโดยไร้ทางสู้และพยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก และเมื่อคราวที่ฉันไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ฉันก็พบปัญหาเพราะเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่ายังไงก็ต้องใส่รายละเอียดตามบัตรประชาชน และฉันก็ได้ปล่อยให้เรื่องมันเลยตามเลยมาเรื่อยๆ และต้องอธิบายที่มาของเรื่องนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อต้องไปติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันอธิบายเรื่องนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารที่สถานทูต หลังจากฟังเรื่องแล้ว (อย่าคิดว่าจะได้รับความเห็นใจนะคะ) เจ้าหน้าที่ก็พลิกเอกสารต่อ แล้วพูดว่า “แสดงว่ามีลูกก่อนไปแต่งงานซินี่ เพราะบัตรประชาชนทำเมื่อปี 2550 แต่ลูกเกิดปี 2548” (เยี่ยมมั้ยคะ นอกจากไม่เห็นใจแล้ว ดูถูกการประพฤติทางศีลธรรมของดิฉันไว้ก่อนเลย ก็อีผู้หญิงมีผัวฝรั่ง มันต้องเลวกันหมดทุกคน) ฉันพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มคุโชน “ไม่ใช่ค่ะ ดูทะเบียนสมรสซิคะ ดิฉันแต่งงานปี 2545 และเรื่องเปลี่ยนนามสกุลที่เกิดขึ้น ก็เกิดปีเดียวกันกับปีที่แต่งงาน คุณจะดูหนังสือที่อำเภอออกให้มั้ยคะ ดิฉันเก็บเอกสารไว้ตลอด ส่วนปี 50 ที่ออกบัตรประชาชนนั้น เพราะบัตรนี้เป็นบัตรที่ออกแทนบัตรเดิมที่หายค่ะ” ฉันยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่พลิกเอกสารไปมาอีกหลายรอบ (เค้าคงจ้างมาให้พลิกเอกสาร) แล้วก็ยังไม่พอใจ ท่านผู้อ่านคะ เอกสารทั้งหมดเพื่อประกอบการขอหนังสือเดินทางฉบับใหม่ให้ลูกสาวของดิฉัน ดิฉันยื่นเอกสารทั้งหมดให้ดังนี้
หนังสือเล่มปัจจุบันของลูกสาว ซึ่งระบุว่า ชื่อ ด.ญ. มาลีนา คิมม์ นามสกุล มินสัน
สำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งระบุว่า มารดาชื่อ กาญจนา บิดาชื่อ หลุยส์ แอชลี่ย์
สำเนาสูติบัตร ซึ่งระบุว่า มารดาชื่อ กาญจนา ชื่อสกุลก่อนสมรส ศิริวัฒน์ บิดาชื่อ หลุยส์ แอชลีย์ มินสัน
สำเนาทะเบียนสมรสของบิดา มารดา ซึ่งระบุว่า นายหลุยส์ แอชลี่ย์ มินสัน กับ นางสาวกาญจนา ศิริวัฒน์ ได้จดทะเบียนสมรส …
สำเนาหนังสือเดินทางของบิดา มารดา ซึ่งระบุว่า ชื่อหลุยส์ แอชลี่ย์ มินสัน และชื่อมารดา (ชื่อที่เป็นตัวปัญหา) นางกาญจนา นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน
สำเนาทะเบียนบ้านของมารดา ซึ่งระบุว่า น.ส.กาญจนา ศิริวัฒน์ แล้วมีการขีดคล่อมเพื่อแก้เป็น นางกาญจนา ศิริวัฒน์ มินสัน ซึ่งเป็นหมายเลขบ้านเดียวกันกับที่ด.ญ.มาลีนามีชื่ออยู่ ตามที่ได้ยื่นไว้ข้างต้น
และเอกสารเพิ่มเติมที่ดิฉันขอยื่น คือหนังสือจากที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งระบุว่า นางกาญจนา มินสัน ได้ขอตั้งชื่อรอง จากนางกาญจนา มินสัน เป็น นางกาญจนา ศิริวัฒน์ มินสัน
ท่านผู้อ่านคะ ถ้าเอกสารทั้งหมดที่ขอนี้เพื่อต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่า ดิฉันเป็นมารดาของ ด.ญ.มาลีนา คิมม์ มินสัน จริง มันยังไม่เพียงพออีกเหรอคะ ว่าดิฉันเป็นมารดาที่แท้จริง (นี่ยังไม่รวมกับที่ในระหว่างที่ดิฉันพยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังนั้น ด.ญ.มาลีนา เจ้าของเรื่อง พูดว่า Mummy, mummy อยู่ทุกสามนาที)
แต่นามสกุลมันไม่เหมือนกัน เจ้าหน้าที่ยังพลิกเอกสารไปมา และพึมพำอยู่เช่นเดิม ดิฉันพยายามอธิบายต่อว่า เป็นความผิดของดิฉันเองค่ะที่ปล่อยให้มันเลยตามเลยมาตลอด ตอนที่เรื่องมันเกิด ก็ไม่ได้คิดไปว่าต่อไปเมื่อมีลูกแล้วมันจะมีปัญหา “แต่จริงๆมันก็น่าจะใส่ชื่อได้นี่” เจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมเชื่อ ในใจฉันคิด “บอกกูแล้วมันได้อะไร ไปบอกเจ้าหน้าที่เทศบาลโน่น !!!!” แต่พยายามควบคุมอารมณ์แล้วพูดต่อ “ดิฉันก็ได้อธิบายกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ในเมื่อเค้าบอกว่ามันใส่ในระบบคอมพิวเตอร์เค้าไม่ได้ ดิฉันจะทำไงได้คะ ดิฉันมันเป็นแค่ประชาชนตัวเล็กๆไม่มีอำนาจไปต่อรองกับเจ้าหน้าที่หรอกค่ะ” เจ้าหน้าที่พลิกเอกสารต่อ ถอนหายใจ แล้วก็ยอมเขียนใบเสร็จรับเงินให้ (เป็นการแสดงว่ายอมปล่อยให้ไปขั้นต่อไป) แต่ก่อนปล่อยไปก็ขอคำถามสุดท้าย “แล้วกับทางอังกฤษล่ะ เค้าไม่มีปัญหาเหรอ” ฉันคิดสักครู่ “เท่าที่ผ่านมาก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ” เจ้าหน้าที่ส่งเอกสารให้ไปยื่นช่องต่อไปพร้อมกล่าวว่า “ไม่แน่นะ ต่อไปอาจจะมีปัญหาก็ได้” นี่…. เด็ดมั้ยคะ พี่ป๋อตะโกนจนคอแหบแห้งกลางฝนในละครเรื่องหนึ่งว่า “ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน” ตะโกนไปเถอะ ตะโกนให้ใส้ติ่งมันออกมา มันไม่มีผลอะไรหรอกค่ะ
เมื่อฉันถูกส่งไปโต๊ะต่อไปเพื่อทำการสแกนลายนิ้วมือ และให้เจ้าหน้าที่ลงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่พิมพ์รายละเอียดของน้องมาลีให้ดิฉันตรวจสอบว่ารายละเอียดถูกต้องมั้ย ฉันพบว่า ชื่อน้องมาลีถูกเขียนว่า “ด.ญ. มาลีนา คิมม์ คิมม์ มินสัน” ฉันบอกเจ้าหน้าที่ว่า ชื่อน้องมาลีไม่ถูกต้อง ก็ได้คำตอบว่า ระบบมันเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวจะแก้ให้ ระบบอีกแล้วเหรอคะ ฉันหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้แล้วค่ะ ฉันได้แต่พยักหน้ารับ และหวังว่าฉันคงไม่ต้องไปอธิบายอีก ว่าทำไมชื่อน้องมาลีไม่ตรงกับชื่อในใบเกิด หนังสือเดินทางจะถูกส่งกลับมาให้อีกภายในสี่สัปดาห์ ฉันไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีก แต่ตอนนี้สภาพจิตใจฉันจากที่เคยเป็นเหมือนแก้วร้าว ตอนนี้ได้แตกสลายย่อยยับ จากความภาคภูมิใจที่ยังมีโอกาสได้มีคำว่า “ศิริวัฒน์” อยู่ในชีวิต ศิริวัฒน์เป็นความเจ็บปวด ศิริวัฒน์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ ความพ่ายแพ้ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการมีสิทธิใกล้เคียงกับเพศชายในการใช้ชื่อและสกุล ความพ่ายแพ้ของการต่อสู้ของประชาชนกับข้าราชการ ความพ่ายแพ้ของผู้หญิงที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อความเป็นแม่ของด.ญ.มาลีนา
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
This entry was posted in Mum's Journal. Bookmark the permalink.
เวรกรรมนะกาญ กับระบบราชการแบบศรีธนญชัยเนี่ย คนเดือดร้อนคือเราสิ ต้องใจเย็นๆ ครูว่ากาญเขียนหนังสือขายได้แล้วนะ สำนวนมันดี
ชอบ “If I could, if I only could, I surely would!” รับรู้และสัมผัสได้ถึงอารมณ์นั้นเลยคับจารย์