Author Archives: kanchana
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
ฉันกลัวการติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย ทั้งๆที่ฉันเองก็เคยรับราชการเป็นอาจารย์มาเกือบสิบปี แต่ประสบการณ์การได้รับบริการจากหน่วยงานราชการที่บั่นทอนจิตใจนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ทุกครั้งที่มีเรื่องจะต้องไปติดต่อหนาวยงานราชการไทย ฉันเกิดอาการเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดกลัว อยู่เสมอ เมื่อย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทสอังกฤษ โอกาสในการติดต่อหน่วยงานราชการไทยก็น้อยลง ทำให้ความกลัวได้เลือนหายไปบ้าง แต่และแล้วมันก็ถึงเวลา เวลาที่ต้องไปขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้ทั้งตัวเองและลูกสาว เพราะเล่มเก่าจะหมดอายุ ฉันเข้าไปอ่านรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารที่ต้องการในเว็บไซต์ของสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง เสร็จแล้วก็โทรศัพท์ไปจองเวลาทำหนังสือเดินทาง อย่างที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การยื่นคำร้อง 1. กรุณานัดหมายกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ล่วงหน้าที่หมายเลข 020 7589 2944 ต่อ 5500 ในวันทำการ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. เจ้าหน้าที่ลงเวลานัดหมายให้ฉันไปสถานทูตในวันที่ 14 เมษายน เวลา … Continue reading
The Inclusive Community Project
inclusive community leaflet 2011
น้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย
เวลาคนถามว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย ฉันมักตอบว่า “พอพูดได้บ้างค่ะ แต่ไม่รู้ว่าลูกพูดได้มากแค่ไหน” และฉันก็จะถูกมองด้วยสายตาประหลาดๆเป็นทำนองว่า เป็นแม่ประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าลูกพูดได้แค่ไหน ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่ ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กเลือกใช้ภาษาตามความจำเป็น ฉันและสามีใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ แม้ฉันจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับน้องมาลีมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก แต่ดูเหมือนน้องมาลีจะรู้เงื่อนไขว่า ถึงพูดภาษาอังกฤษกับแม่ แม่ก็เข้าใจ น้องมาลีจึงไม่ค่อยเดือดร้อนที่จะพูดภาษาไทยกับแม่ นอกจากคราวจำเป็น อย่างเช่น เมื่อกินข้าวไม่หมดจานแต่อยากจะลุกจากโต๊ะอาหาร แล้วแม่ถามว่า “มาลีนา จะไปไหน ยังกินข้าวไม่หมดเลยลูก” เธอก็จะตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “อิ่มค่ะ พุงป่อง” ในขณะที่ถ้าแม่บอกว่า “มาลีนา ปิดทีวีเลยลูก ไปอาบน้ำได้แล้ว” เธอก็จะนั่งเฉย เหมือนไม่เข้าใจที่แม่พูด แต่ตาเป็นประกายแวววาว ซึ่งฉันขอเรียกว่าเป็นอาการหูทวนลมมากกว่าอาการไม่รู้ภาษา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่อย่างฉันที่จะบอกได้ว่าเวลาพูดแล้วลูกไม่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยนั่นเป็นเพราะลูกไม่เข้าใจหรือเพราะลูกไม่เห็นความจำเป็นที่จะพูด
A lesson from Malina: lesson 1
“Mummy, apart from planet Earth, what are other planets called?”, Malina popped a question out of the blue one evening. “Well…..”, Mummy uttered her long ‘well’ to buy some time to think. “Jupiter, Venus, Neptune….”, Mummy murmured some of the … Continue reading
ลูกสอนแม่ ตอน 1
“แม่จ๋า นอกจากดาวโลกแล้ว ดาวอื่นๆ มีดาวอะไรบ้าง” อยู่ๆน้องมาลีก็ถามขึ้นมาอย่างที่แม่ไม่มีโอกาสตั้งตัว “ก็……” แม่ลากเสียงยาว เพื่อซื้อเวลาในการคิด “ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเนปจูน” แม่พยายามนึกชื่อดาวที่เคยเรียนสมัยประถม “แล้วก็ดาวพลูโตค่ะลูก ดาวพลูโตอยู่ไกลสุดในระบบสุริยะ เป็นดาวที่หนาวมากเลยลูก เพราะว่าอยู่ไกลจากพระอาทิตย์มาก” แม่ภูมิใจเสนอเรื่องดาวพลูโตมาก เพราะเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องที่แม่ยังจำได้ วันรุ่งขึ้นแม่รีบวิ่งไปร้านขายหนังสือเพื่อไปซื้อสารานุกรมเด็กมาให้หนูมาลีอ่าน “หนูมาลี แม่มีอะไรจะอวด แม่ซื้อสารานุกรมมาให้หนู” “สารานุกรมคืออะไรคะแม่” “สารานุกรมก็คือ…..”แม่ลากเสียงยาวอีกแล้ว “สารานุกรมก็เป็นหนังสือที่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย” แย่แล้ว ฉันจะอธิบายให้เด็กห้าขวบเข้าใจได้ไงนี่ “สารานุกรมก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นหนังสือประเภทที่ไม่ใช่นวนิยายไงแม่” “ค่ะลูก ใช่ค่ะลูก” แล้วแม่จะไปรู้หรือคะ ว่าเด็กห้าขวบสมัยนี้เค้ารู้จักคำพวกนี้แล้ว
How do you find…?
คำถาม How do you find….? อาจทำให้เราเข้าใจเจตนาของผู้ถามผิดเอาได้ง่ายๆ เพราะนอกจากคำว่า find จะแปลว่าค้นหาแล้ว find ยังหมายถึง คิด หรือรู้สึก หากวันหนึ่งเพื่อนคุณทำแหวนเพชรหาย ค้นกันบ้านกระจุย แล้วคุณก็บังเอิญเหลือบไปเห็นมันหล่นอยู่ในรองเท้า คุณก็รีบหยิบไปให้เพื่อนคุณทันที เพื่อนคุณก็อาจจะถามว่า How did you find my ring? (เธอหาแหวนชั้นเจอได้ไงนี่) อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอบได้ซื่อๆว่า It was in one of your shoes. แต่ถ้าคุณแวะมาเยี่ยมอ.กาญจนาที่เมืองนอตติงแฮม แล้วเพื่อนของอ.กาญจนาถามว่า How do you find … Continue reading
A Deprived Child
In January when Malina started school Mummy didn’t have a UK driving licence. Although Mummy had been driving in Thailand for some time, a UK driving test was not an easy task. Unlike Thailand where the practical test is done … Continue reading
เด็กขาดโอกาส
ตอนเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อน้องมาลีเริ่มไปโรงเรียน แม่ยังไม่ได้ไปสอบใบขับขี่รถยนต์ของประเทศอังกฤษ แม้จะขับรถในเมืองไทยมาพักใหญ่ แต่การสอบขับรถในประเทศอังกฤษมีความเข้มข้นมาก ผู้สอบจะนั่งไปในรถด้วยแล้วสั่งให้เราขับไปตามถนนต่างๆในเมือง คอยสังเกตพฤติกรรมการขับรถ การใช้กระจก การมองถนน การใช้ความเร็วอย่างละอียด และหากมีข้อผิดพลาดรุนแรง ก็จะปรับตกทันที แม่จึงต้องไปเรียนขับรถเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าไปสอบครั้งเดียวผ่านเลย เพราะปกติแล้วคนที่นี่ก็จะต้องไปสอบกันสองสามครั้งกว่าจะผ่าน ค่าสมัครสอบแต่ละครั้งก็ใช้เงินอยู่ไม่น้อย แม่จำเป็นต้องเดินไปส่งไปรับน้องมาลีไปโรงเรียน แม้โรงเรียนจะอยู่ไม่ไกลบ้าน เดินไปแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว แต่อากาศเดือนมกราคมก็หนาวเหน็บไม่ใช่น้อย แม้จะใส่เสื้อกันหนาว หมวกและผ้าพันคอแล้ว แต่วันที่อากาศหนาวจัดจริงๆ ลูกน้อยก็เดินหนาวจนหน้าแดงจมูกแดง แม่เห็นแล้วก็สงสารลูก อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปเรียนไปสอบขับรถเสียให้เรียบร้อย ก่อนหน้าหนาวจะมาถึง ถ้าแม่มีใบขับขี่ ป่านนี้ลูกน้อยก็คงอุ่นสบายอยู่ในรถ ไม่ต้องมาเดินตากลมหนาวอยู่อย่างนี้ แม่หงุดหงิดตัวเองที่ทำให้ลูกเป็นเด็กขาดโอกาสได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนเด็กคนอื่นๆ