<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Yoo Angrit</title>
	<atom:link href="http://www.yooangrit.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.yooangrit.com</link>
	<description>The Secret Diary of a Thai Woman in the UK</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 May 2011 18:49:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>Thai Night at Oban House</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2011/05/thai-night-at-oban-house-2/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2011/05/thai-night-at-oban-house-2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 18:49:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2011/05/thai-night-at-oban-house-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชื่อนั้นสำคัญไฉน</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2011/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2011/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Apr 2011 21:19:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[ฉันกลัวการติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย ทั้งๆที่ฉันเองก็เคยรับราชการเป็นอาจารย์มาเกือบสิบปี แต่ประสบการณ์การได้รับบริการจากหน่วยงานราชการที่บั่นทอนจิตใจนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ทุกครั้งที่มีเรื่องจะต้องไปติดต่อหนาวยงานราชการไทย ฉันเกิดอาการเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดกลัว อยู่เสมอ เมื่อย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทสอังกฤษ โอกาสในการติดต่อหน่วยงานราชการไทยก็น้อยลง ทำให้ความกลัวได้เลือนหายไปบ้าง แต่และแล้วมันก็ถึงเวลา เวลาที่ต้องไปขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้ทั้งตัวเองและลูกสาว เพราะเล่มเก่าจะหมดอายุ ฉันเข้าไปอ่านรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารที่ต้องการในเว็บไซต์ของสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง เสร็จแล้วก็โทรศัพท์ไปจองเวลาทำหนังสือเดินทาง อย่างที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การยื่นคำร้อง 1. กรุณานัดหมายกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ล่วงหน้าที่หมายเลข 020 7589 2944 ต่อ 5500 ในวันทำการ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. เจ้าหน้าที่ลงเวลานัดหมายให้ฉันไปสถานทูตในวันที่ 14 เมษายน เวลา &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2011/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ฉันกลัวการติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย ทั้งๆที่ฉันเองก็เคยรับราชการเป็นอาจารย์มาเกือบสิบปี แต่ประสบการณ์การได้รับบริการจากหน่วยงานราชการที่บั่นทอนจิตใจนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ทุกครั้งที่มีเรื่องจะต้องไปติดต่อหนาวยงานราชการไทย ฉันเกิดอาการเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดกลัว อยู่เสมอ<br />
เมื่อย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทสอังกฤษ โอกาสในการติดต่อหน่วยงานราชการไทยก็น้อยลง ทำให้ความกลัวได้เลือนหายไปบ้าง แต่และแล้วมันก็ถึงเวลา เวลาที่ต้องไปขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้ทั้งตัวเองและลูกสาว เพราะเล่มเก่าจะหมดอายุ  ฉันเข้าไปอ่านรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารที่ต้องการในเว็บไซต์ของสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง เสร็จแล้วก็โทรศัพท์ไปจองเวลาทำหนังสือเดินทาง อย่างที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า<br />
การยื่นคำร้อง<br />
1.    กรุณานัดหมายกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ล่วงหน้าที่หมายเลข 020 7589 2944<br />
ต่อ 5500 ในวันทำการ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น.<br />
เจ้าหน้าที่ลงเวลานัดหมายให้ฉันไปสถานทูตในวันที่ 14 เมษายน เวลา 10.00 น.<br />
วันที่ 14 เมษายน มาถึง คุณสามี น้องมาลี และดิฉัน ขับรถออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า เพราะเราอยู่ไกลเมืองลอนดอนอยู่ไม่น้อย เราไปถึงสถานทูตก่อนเก้าโมงเช้า ก็เห็นคนยืนรออยู่หลายคน พอใกล้ถึงเวลาสถานทูตเปิด (9.30 น.) ฉันเห็นคนเริ่มไปเข้าแถวรอหน้าประตู คุณสามีถามว่าเราควรไปเข้าแถวด้วยมั้ย ฉันบอกว่าคงไม่ต้องหรอก เพราะเรานัดไว้แล้ว เวลานัดเราตั้งสิบโมงแน่ะ พอสถานทูตเปิด เราก็เดินเข้าไปตามหลังคนทั้งกลุ่ม เมื่อเข้าไปก็พบว่ามีระบบบัตรคิว คุณสามีบอกว่า เอาบัตรคิวไปก่อนแล้วกัน ฉันจึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่าฉันมีนัดไว้สิบโมง เจ้าหน้าที่รีบตอบ “อ๋อ นัดไว้หรือไม่ ไม่สำคัญค่ะ ไปเอาบัตรคิวแล้วรอเรียกค่ะ”  ฉันรับฟังอย่างอึ้งๆ พอมานั่งจึงเห็นป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ว่าท่านได้นัดหมายเวลากับสถานทูตไว้แล้ว ให้รับบัตรคิว และรอเรียก เอ่อ &#8230;&#8230; แล้วคุณจะให้ดิฉันโทรมานัดทำอาแป๊ะอากู๋ทำไม (นอกจากคุณได้ค่าโทรศัพท์ที่คิดค่าบริการแพงแสนแพง)<br />
ฉันไปนั่งรอโดยพยายามไม่คิดอะไร เมื่อถึงคิวตัวเองยื่นเอกสาร ฉันส่งเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ (และหนีบเอกสารสำรองไว้อีกหอบใหญ่) เจ้าหน้าที่เปิดเอกสารไปมาสักพัก ก็มาถึงคำถามที่ฉันรอคอย คำถามที่ถ้าชีวิตฉันไม่มีลูกน้อยที่ต้องปกป้องดูแล ฉันจะเอาปืนกลแบบอาวุธสงครามไปยิงกราดเจ้าหน้าที่ฝ่ายทำบัตรประชาชนของเทศบาลนครสงขลาให้ตายทั้งแผนก (If I could, if I only could, I surely would!) คำถามนั้นคือ ทำไมคุณนามสกุล ไม่เหมือนกับลูก ถูกต้องค่ะ เจ้าหน้าที่ถามถูกต้องแล้ว เพราะในบัตรประชาชนของฉันระบุว่า<br />
ชื่อ นางกาญจนา<br />
นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน<br />
ฉันสูมลมหายใจลึก ถึงลึกที่สุดและเริ่มอธิบาย (ซึ่งฉันต้องอธิบายเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง) ให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า  เรื่องนี้เป็นปัญหาตอนที่ดิฉันแต่งงาน แล้วไปขอทำเรื่องเปลี่ยนนามสกุลที่อำเภอค่ะ ดิฉันขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น มินสัน ตามนามสกุลของสามี และขอชื่อ ศิริวัฒน์ (ซึ่งเป็นนามสกุลก่อนสมรส)เป็นชื่อรอง ทางอำเภอไม่มีปัญหาอะไร แต่ตามระบบการทำงานราชการ ฉันต้องไปยื่นเรื่องทำบัตรประชาชนที่เทศบาลนครสงขลา เพราะฉันมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเทศบาล ฉันไปยื่นเรื่องที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ของเทศบาลบอกว่า ไม่สามารถใส่ ศิริวัฒน์ในช่องชื่อได้ เพราะมันเป็นนามสกุล ฉันพยายามอธิบายว่ามันเป็นนามสกุลก่อนสมรส ที่ดิฉันต้องการนำมาใช้เป็นชื่อรอง (ซึ่งฉันก็เห็นผู้หญิงจำนวนไม่น้อยทำกัน และดิฉันก็เห็นเป็นเรื่องดี เพราะดิฉันรักและภาคภูมิใจในความเป็นศิริวัฒน์ของครอบครัวฉัน และอยากจะให้ความเป็นศิริวัฒน์ติดตัวฉันไปตลอดไป) หลังจากที่ความพยายามในการอธิบายให้เจ้าหน้าที่เป็นเวลาเกือบยี่สิบนาทีไม่ได้ผล ฉันเดินกลับไปที่อำเภอเพื่อขอให้ทางอำเภอออกหนังสืออธิบายเรื่องการขอตั้งชื่อรองของดิฉัน เพื่อที่ดิฉันสามารถเอาไปอธิบายกับเทศบาลได้ เจ้าหน้าที่ของอำเภอออกหนังสือให้ดิฉันอย่างไม่ลังเล ฉันวิ่งกลับไปที่เทศบาล พยายามอธิบายกับเจ้าหน้าที่เทศบาลอีกรอบ และฉันก็ได้คำตอบเหมือนเดิมว่าไม่ได้ ใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้ และก็ได้ใช้นิ้วชี้มหัสจรรย์ คลิ้กสั่งพริ้นท์บัตรประชาชน และยัดเหยียดบัตรประชาชนที่มีรายละเอียดว่า<br />
ชื่อ นางกาญจนา<br />
นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน<br />
ให้ฉัน หลังจากเวลาชั่วโมงกว่าในการถูกบีบคั้นทางจิตใจ ฉันรับบัตรนั้นมาโดยไร้ทางสู้และพยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก และเมื่อคราวที่ฉันไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ฉันก็พบปัญหาเพราะเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่ายังไงก็ต้องใส่รายละเอียดตามบัตรประชาชน และฉันก็ได้ปล่อยให้เรื่องมันเลยตามเลยมาเรื่อยๆ และต้องอธิบายที่มาของเรื่องนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อต้องไปติดต่อกับหน่วยงานราชการไทย<br />
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันอธิบายเรื่องนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารที่สถานทูต หลังจากฟังเรื่องแล้ว (อย่าคิดว่าจะได้รับความเห็นใจนะคะ) เจ้าหน้าที่ก็พลิกเอกสารต่อ แล้วพูดว่า “แสดงว่ามีลูกก่อนไปแต่งงานซินี่ เพราะบัตรประชาชนทำเมื่อปี 2550 แต่ลูกเกิดปี 2548” (เยี่ยมมั้ยคะ นอกจากไม่เห็นใจแล้ว ดูถูกการประพฤติทางศีลธรรมของดิฉันไว้ก่อนเลย ก็อีผู้หญิงมีผัวฝรั่ง มันต้องเลวกันหมดทุกคน) ฉันพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มคุโชน “ไม่ใช่ค่ะ ดูทะเบียนสมรสซิคะ ดิฉันแต่งงานปี 2545 และเรื่องเปลี่ยนนามสกุลที่เกิดขึ้น ก็เกิดปีเดียวกันกับปีที่แต่งงาน คุณจะดูหนังสือที่อำเภอออกให้มั้ยคะ ดิฉันเก็บเอกสารไว้ตลอด ส่วนปี 50 ที่ออกบัตรประชาชนนั้น เพราะบัตรนี้เป็นบัตรที่ออกแทนบัตรเดิมที่หายค่ะ” ฉันยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่พลิกเอกสารไปมาอีกหลายรอบ (เค้าคงจ้างมาให้พลิกเอกสาร) แล้วก็ยังไม่พอใจ  ท่านผู้อ่านคะ เอกสารทั้งหมดเพื่อประกอบการขอหนังสือเดินทางฉบับใหม่ให้ลูกสาวของดิฉัน ดิฉันยื่นเอกสารทั้งหมดให้ดังนี้<br />
หนังสือเล่มปัจจุบันของลูกสาว ซึ่งระบุว่า ชื่อ ด.ญ. มาลีนา คิมม์ นามสกุล มินสัน<br />
สำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งระบุว่า มารดาชื่อ กาญจนา  บิดาชื่อ หลุยส์ แอชลี่ย์<br />
สำเนาสูติบัตร ซึ่งระบุว่า มารดาชื่อ กาญจนา ชื่อสกุลก่อนสมรส ศิริวัฒน์  บิดาชื่อ หลุยส์ แอชลีย์ มินสัน<br />
สำเนาทะเบียนสมรสของบิดา มารดา ซึ่งระบุว่า นายหลุยส์ แอชลี่ย์ มินสัน กับ นางสาวกาญจนา ศิริวัฒน์ ได้จดทะเบียนสมรส &#8230;<br />
สำเนาหนังสือเดินทางของบิดา มารดา ซึ่งระบุว่า ชื่อหลุยส์ แอชลี่ย์ มินสัน และชื่อมารดา (ชื่อที่เป็นตัวปัญหา) นางกาญจนา นามสกุล ศิริวัฒน์ มินสัน<br />
สำเนาทะเบียนบ้านของมารดา ซึ่งระบุว่า น.ส.กาญจนา ศิริวัฒน์ แล้วมีการขีดคล่อมเพื่อแก้เป็น นางกาญจนา ศิริวัฒน์ มินสัน ซึ่งเป็นหมายเลขบ้านเดียวกันกับที่ด.ญ.มาลีนามีชื่ออยู่ ตามที่ได้ยื่นไว้ข้างต้น<br />
และเอกสารเพิ่มเติมที่ดิฉันขอยื่น คือหนังสือจากที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งระบุว่า นางกาญจนา มินสัน ได้ขอตั้งชื่อรอง จากนางกาญจนา มินสัน เป็น นางกาญจนา ศิริวัฒน์ มินสัน<br />
ท่านผู้อ่านคะ ถ้าเอกสารทั้งหมดที่ขอนี้เพื่อต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่า ดิฉันเป็นมารดาของ ด.ญ.มาลีนา คิมม์ มินสัน จริง มันยังไม่เพียงพออีกเหรอคะ ว่าดิฉันเป็นมารดาที่แท้จริง (นี่ยังไม่รวมกับที่ในระหว่างที่ดิฉันพยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังนั้น ด.ญ.มาลีนา เจ้าของเรื่อง พูดว่า Mummy, mummy อยู่ทุกสามนาที)<br />
แต่นามสกุลมันไม่เหมือนกัน เจ้าหน้าที่ยังพลิกเอกสารไปมา และพึมพำอยู่เช่นเดิม ดิฉันพยายามอธิบายต่อว่า เป็นความผิดของดิฉันเองค่ะที่ปล่อยให้มันเลยตามเลยมาตลอด ตอนที่เรื่องมันเกิด ก็ไม่ได้คิดไปว่าต่อไปเมื่อมีลูกแล้วมันจะมีปัญหา “แต่จริงๆมันก็น่าจะใส่ชื่อได้นี่” เจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมเชื่อ ในใจฉันคิด “บอกกูแล้วมันได้อะไร ไปบอกเจ้าหน้าที่เทศบาลโน่น !!!!” แต่พยายามควบคุมอารมณ์แล้วพูดต่อ “ดิฉันก็ได้อธิบายกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ในเมื่อเค้าบอกว่ามันใส่ในระบบคอมพิวเตอร์เค้าไม่ได้ ดิฉันจะทำไงได้คะ ดิฉันมันเป็นแค่ประชาชนตัวเล็กๆไม่มีอำนาจไปต่อรองกับเจ้าหน้าที่หรอกค่ะ” เจ้าหน้าที่พลิกเอกสารต่อ ถอนหายใจ แล้วก็ยอมเขียนใบเสร็จรับเงินให้ (เป็นการแสดงว่ายอมปล่อยให้ไปขั้นต่อไป) แต่ก่อนปล่อยไปก็ขอคำถามสุดท้าย “แล้วกับทางอังกฤษล่ะ เค้าไม่มีปัญหาเหรอ” ฉันคิดสักครู่ “เท่าที่ผ่านมาก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ”  เจ้าหน้าที่ส่งเอกสารให้ไปยื่นช่องต่อไปพร้อมกล่าวว่า “ไม่แน่นะ ต่อไปอาจจะมีปัญหาก็ได้” นี่&#8230;. เด็ดมั้ยคะ พี่ป๋อตะโกนจนคอแหบแห้งกลางฝนในละครเรื่องหนึ่งว่า “ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน” ตะโกนไปเถอะ ตะโกนให้ใส้ติ่งมันออกมา มันไม่มีผลอะไรหรอกค่ะ<br />
เมื่อฉันถูกส่งไปโต๊ะต่อไปเพื่อทำการสแกนลายนิ้วมือ และให้เจ้าหน้าที่ลงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่พิมพ์รายละเอียดของน้องมาลีให้ดิฉันตรวจสอบว่ารายละเอียดถูกต้องมั้ย ฉันพบว่า ชื่อน้องมาลีถูกเขียนว่า “ด.ญ. มาลีนา คิมม์ คิมม์ มินสัน” ฉันบอกเจ้าหน้าที่ว่า ชื่อน้องมาลีไม่ถูกต้อง ก็ได้คำตอบว่า ระบบมันเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวจะแก้ให้ ระบบอีกแล้วเหรอคะ ฉันหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้แล้วค่ะ ฉันได้แต่พยักหน้ารับ และหวังว่าฉันคงไม่ต้องไปอธิบายอีก ว่าทำไมชื่อน้องมาลีไม่ตรงกับชื่อในใบเกิด หนังสือเดินทางจะถูกส่งกลับมาให้อีกภายในสี่สัปดาห์ ฉันไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีก แต่ตอนนี้สภาพจิตใจฉันจากที่เคยเป็นเหมือนแก้วร้าว ตอนนี้ได้แตกสลายย่อยยับ จากความภาคภูมิใจที่ยังมีโอกาสได้มีคำว่า “ศิริวัฒน์” อยู่ในชีวิต ศิริวัฒน์เป็นความเจ็บปวด ศิริวัฒน์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ ความพ่ายแพ้ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการมีสิทธิใกล้เคียงกับเพศชายในการใช้ชื่อและสกุล ความพ่ายแพ้ของการต่อสู้ของประชาชนกับข้าราชการ ความพ่ายแพ้ของผู้หญิงที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อความเป็นแม่ของด.ญ.มาลีนา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2011/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Inclusive Community Project</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2011/03/the-inclusive-community-project/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2011/03/the-inclusive-community-project/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Mar 2011 11:29:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[inclusive community leaflet 2011]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2011/03/inclusive-community-leaflet-2011.pdf">inclusive community leaflet 2011</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2011/03/the-inclusive-community-project/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>newsletter</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/11/48/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/11/48/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 21:34:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[Newsletter October 2010 Draft-1]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2010/11/Newsletter-October-2010-Draft-1.pdf">Newsletter October 2010 Draft-1</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/11/48/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jul 2010 21:15:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[เวลาคนถามว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย ฉันมักตอบว่า “พอพูดได้บ้างค่ะ แต่ไม่รู้ว่าลูกพูดได้มากแค่ไหน” และฉันก็จะถูกมองด้วยสายตาประหลาดๆเป็นทำนองว่า เป็นแม่ประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าลูกพูดได้แค่ไหน ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่ ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กเลือกใช้ภาษาตามความจำเป็น ฉันและสามีใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ แม้ฉันจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับน้องมาลีมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก แต่ดูเหมือนน้องมาลีจะรู้เงื่อนไขว่า ถึงพูดภาษาอังกฤษกับแม่ แม่ก็เข้าใจ น้องมาลีจึงไม่ค่อยเดือดร้อนที่จะพูดภาษาไทยกับแม่ นอกจากคราวจำเป็น อย่างเช่น เมื่อกินข้าวไม่หมดจานแต่อยากจะลุกจากโต๊ะอาหาร แล้วแม่ถามว่า “มาลีนา จะไปไหน ยังกินข้าวไม่หมดเลยลูก” เธอก็จะตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “อิ่มค่ะ พุงป่อง” ในขณะที่ถ้าแม่บอกว่า “มาลีนา ปิดทีวีเลยลูก ไปอาบน้ำได้แล้ว” เธอก็จะนั่งเฉย เหมือนไม่เข้าใจที่แม่พูด แต่ตาเป็นประกายแวววาว ซึ่งฉันขอเรียกว่าเป็นอาการหูทวนลมมากกว่าอาการไม่รู้ภาษา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่อย่างฉันที่จะบอกได้ว่าเวลาพูดแล้วลูกไม่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยนั่นเป็นเพราะลูกไม่เข้าใจหรือเพราะลูกไม่เห็นความจำเป็นที่จะพูด อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ละความพยายามที่จะฝึกให้ลูกใช้ภาษาไทย คุณป้าสารภี พี่สาวคนโตของฉันซึ่งอยู่เมืองไทยคอยส่งหนังสือนิทานบ้าง หนังสือก.ไก่บ้างมาให้หลานได้หัดอ่าน หัดเขียน น้องมาลีจึงได้หัดเขียนตัวอักษรไทยบ้าง ฟังแม่อ่านนิทานบ้าง &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาคนถามว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มั้ย ฉันมักตอบว่า “พอพูดได้บ้างค่ะ แต่ไม่รู้ว่าลูกพูดได้มากแค่ไหน” และฉันก็จะถูกมองด้วยสายตาประหลาดๆเป็นทำนองว่า เป็นแม่ประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าลูกพูดได้แค่ไหน</p>
<p>ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่ ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กเลือกใช้ภาษาตามความจำเป็น ฉันและสามีใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ แม้ฉันจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับน้องมาลีมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก แต่ดูเหมือนน้องมาลีจะรู้เงื่อนไขว่า ถึงพูดภาษาอังกฤษกับแม่ แม่ก็เข้าใจ น้องมาลีจึงไม่ค่อยเดือดร้อนที่จะพูดภาษาไทยกับแม่ นอกจากคราวจำเป็น อย่างเช่น เมื่อกินข้าวไม่หมดจานแต่อยากจะลุกจากโต๊ะอาหาร แล้วแม่ถามว่า “มาลีนา จะไปไหน ยังกินข้าวไม่หมดเลยลูก” เธอก็จะตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “อิ่มค่ะ พุงป่อง” ในขณะที่ถ้าแม่บอกว่า “มาลีนา ปิดทีวีเลยลูก ไปอาบน้ำได้แล้ว” เธอก็จะนั่งเฉย เหมือนไม่เข้าใจที่แม่พูด แต่ตาเป็นประกายแวววาว ซึ่งฉันขอเรียกว่าเป็นอาการหูทวนลมมากกว่าอาการไม่รู้ภาษา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่อย่างฉันที่จะบอกได้ว่าเวลาพูดแล้วลูกไม่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยนั่นเป็นเพราะลูกไม่เข้าใจหรือเพราะลูกไม่เห็นความจำเป็นที่จะพูด</p>
<p><span id="more-43"></span>อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ละความพยายามที่จะฝึกให้ลูกใช้ภาษาไทย คุณป้าสารภี พี่สาวคนโตของฉันซึ่งอยู่เมืองไทยคอยส่งหนังสือนิทานบ้าง หนังสือก.ไก่บ้างมาให้หลานได้หัดอ่าน หัดเขียน น้องมาลีจึงได้หัดเขียนตัวอักษรไทยบ้าง ฟังแม่อ่านนิทานบ้าง ตามเวลาและโอกาสจะอำนวย คืนนี้หลังจากอาบน้ำ สระผม เรียบร้อยแล้ว น้องมาลีขอให้แม่อ่านหนังสือภาษาไทยให้ฟังก่อนนอน</p>
<p>“เอาเล่มไหนคะลูก” เราพยายามให้ลูกรู้จักตัดสินใจและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจตั้งแต่เด็ก</p>
<p>“Shall we read this one, mummy?” น้องมาลีไปคว้าพจนานุกรมภาพสำหรับเด็กซึ่งเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p>
<p>“I’ll read the English words and can you read the Thai words with me?” น้องมาลีกำหนดกติกาให้แม่</p>
<p>.”ได้ค่ะลูก” ในเมื่อแม่ให้ลูกเป็นคนตัดสินใจ แม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของลูก</p>
<p>เราเปิดอ่านทีละหน้า เริ่มจากหน้าที่เป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว ส่วนต่างๆของบ้าน ไปจนถึงหน้าที่เกี่ยวกับสัตว์ต่างที่พบทั่วไป</p>
<p>“Butterfly” น้องมาลีเอ่ยนำ</p>
<p>“ผีเสื้อ” แม่เอ่ยตาม</p>
<p>“It’s like ‘put on the shirt’!” น้องมาลีกล่าวด้วยความประหลาดใจ</p>
<p>“อะไรนะคะ” ฉันไม่เข้าใจว่าลูกหมายถึงอะไร</p>
<p>“This word, Mummy. It’s like ‘put on the shirt’ <strong>Sua</strong>” น้องมาลีอธิบาย</p>
<p>“อ๋อ คำนั้น <strong>ใส่เสื้อ</strong> ค่ะลูก อันนี้ <strong>ผีเสื้อ</strong> ไม่เหมือนกันค่ะ” จะว่าไปแล้ว คำว่าเสื้อมันเหมือนกันจริงๆนั่นแหล่ะ</p>
<p>จากนั้น เราเปิดหน้าถัดไปซึ่งเกี่ยวกับรูปทรง</p>
<p>“circle”</p>
<p>“วงกลม”</p>
<p>“In Spanish, we don’t say circle, we say círculo.” น้องมาลีอธิบาย</p>
<p>“อ๋อ เหรอคะ” แล้วแม่ก็เปิดหน้าต่อไป “มานับเลขกันดีกว่าค่ะ หนึ่ง สอง สาม…”</p>
<p>“Three in Chinese is San” น้องมาลีมีข้อสังเกตอีกแล้วค่ะ</p>
<p>“เหรอคะ อ้อ แม่ไม่รู้”</p>
<p>“Ee Er San- one two three” สาวน้อยอธิบายให้แม่ฟัง</p>
<p>อย่างที่บอกฉันไม่รู้ว่าน้องมาลีพูดภาษาไทยได้มากแค่ไหน จริงๆฉันก็ไม่รู้ว่าลูกพูดได้กี่ภาษา และฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นแม่ประสาอะไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>A lesson from Malina: lesson 1</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/07/a-lesson-from-malina-lesson-1/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/07/a-lesson-from-malina-lesson-1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jul 2010 18:34:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[English Posts]]></category>
		<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[“Mummy, apart from planet Earth, what are other planets called?”, Malina popped a question out of the blue one evening. “Well…..”, Mummy uttered her long ‘well’ to buy some time to think. “Jupiter, Venus, Neptune….”, Mummy murmured some of the &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2010/07/a-lesson-from-malina-lesson-1/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“Mummy, apart from planet Earth, what are other planets called?”, Malina popped a question out of the blue one evening.</p>
<p>“Well…..”, Mummy uttered her long ‘well’ to buy some time to think.</p>
<p>“Jupiter, Venus, Neptune….”, Mummy murmured some of the words she could recall from her primary school science class.</p>
<p>“And Pluto! Pluto is the furthest planet in the galaxy. It is a very cold planet because it is so far away from the sun.”, Pluto was probably one of the few things Mummy can remember from her school years.</p>
<p>The next day Mummy rushed to a bookshop and bought Malina a children’s encyclopedia.</p>
<p>“Look, Malina! Look what I’ve got. It’s an encyclopedia!”</p>
<p>“What is an encyclopedia, Mummy?”</p>
<p>“Well…..”, yes, Mummy needed another long ‘well’.</p>
<p>“It’s a book that you can learn about lots of things.” Mummy was wondering how she could explain it to a five-year-old girl.</p>
<p>“It’s a book about facts, Mummy. It’s non-fiction.” Malina helped clarify.</p>
<p>“Right, that’s right. It’s non-fiction.” How the hell should I know that a five-year-old has already learned the word ‘non-fiction’!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/07/a-lesson-from-malina-lesson-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกสอนแม่ ตอน 1</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jul 2010 18:32:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[“แม่จ๋า นอกจากดาวโลกแล้ว ดาวอื่นๆ มีดาวอะไรบ้าง” อยู่ๆน้องมาลีก็ถามขึ้นมาอย่างที่แม่ไม่มีโอกาสตั้งตัว “ก็&#8230;&#8230;” แม่ลากเสียงยาว เพื่อซื้อเวลาในการคิด “ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเนปจูน” แม่พยายามนึกชื่อดาวที่เคยเรียนสมัยประถม “แล้วก็ดาวพลูโตค่ะลูก ดาวพลูโตอยู่ไกลสุดในระบบสุริยะ เป็นดาวที่หนาวมากเลยลูก เพราะว่าอยู่ไกลจากพระอาทิตย์มาก” แม่ภูมิใจเสนอเรื่องดาวพลูโตมาก เพราะเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องที่แม่ยังจำได้ วันรุ่งขึ้นแม่รีบวิ่งไปร้านขายหนังสือเพื่อไปซื้อสารานุกรมเด็กมาให้หนูมาลีอ่าน “หนูมาลี แม่มีอะไรจะอวด แม่ซื้อสารานุกรมมาให้หนู” “สารานุกรมคืออะไรคะแม่” “สารานุกรมก็คือ&#8230;..”แม่ลากเสียงยาวอีกแล้ว “สารานุกรมก็เป็นหนังสือที่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย” แย่แล้ว ฉันจะอธิบายให้เด็กห้าขวบเข้าใจได้ไงนี่ “สารานุกรมก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นหนังสือประเภทที่ไม่ใช่นวนิยายไงแม่” “ค่ะลูก ใช่ค่ะลูก” แล้วแม่จะไปรู้หรือคะ ว่าเด็กห้าขวบสมัยนี้เค้ารู้จักคำพวกนี้แล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“แม่จ๋า นอกจากดาวโลกแล้ว ดาวอื่นๆ มีดาวอะไรบ้าง” อยู่ๆน้องมาลีก็ถามขึ้นมาอย่างที่แม่ไม่มีโอกาสตั้งตัว</p>
<p>“ก็&#8230;&#8230;” แม่ลากเสียงยาว เพื่อซื้อเวลาในการคิด</p>
<p>“ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเนปจูน” แม่พยายามนึกชื่อดาวที่เคยเรียนสมัยประถม</p>
<p>“แล้วก็ดาวพลูโตค่ะลูก ดาวพลูโตอยู่ไกลสุดในระบบสุริยะ เป็นดาวที่หนาวมากเลยลูก เพราะว่าอยู่ไกลจากพระอาทิตย์มาก” แม่ภูมิใจเสนอเรื่องดาวพลูโตมาก เพราะเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องที่แม่ยังจำได้</p>
<p>วันรุ่งขึ้นแม่รีบวิ่งไปร้านขายหนังสือเพื่อไปซื้อสารานุกรมเด็กมาให้หนูมาลีอ่าน</p>
<p>“หนูมาลี แม่มีอะไรจะอวด แม่ซื้อสารานุกรมมาให้หนู”</p>
<p>“สารานุกรมคืออะไรคะแม่”</p>
<p>“สารานุกรมก็คือ&#8230;..”แม่ลากเสียงยาวอีกแล้ว</p>
<p>“สารานุกรมก็เป็นหนังสือที่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย” แย่แล้ว ฉันจะอธิบายให้เด็กห้าขวบเข้าใจได้ไงนี่</p>
<p>“สารานุกรมก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นหนังสือประเภทที่ไม่ใช่นวนิยายไงแม่”</p>
<p>“ค่ะลูก ใช่ค่ะลูก” แล้วแม่จะไปรู้หรือคะ ว่าเด็กห้าขวบสมัยนี้เค้ารู้จักคำพวกนี้แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/07/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>How do you find&#8230;?</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/05/how-do-you-find/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/05/how-do-you-find/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 00:22:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[A Taste Of English (ภาษาอังกฤษน่ารู้)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[คำถาม  How do you find&#8230;.? อาจทำให้เราเข้าใจเจตนาของผู้ถามผิดเอาได้ง่ายๆ เพราะนอกจากคำว่า find จะแปลว่าค้นหาแล้ว find ยังหมายถึง คิด หรือรู้สึก หากวันหนึ่งเพื่อนคุณทำแหวนเพชรหาย ค้นกันบ้านกระจุย แล้วคุณก็บังเอิญเหลือบไปเห็นมันหล่นอยู่ในรองเท้า คุณก็รีบหยิบไปให้เพื่อนคุณทันที เพื่อนคุณก็อาจจะถามว่า How did you find my ring? (เธอหาแหวนชั้นเจอได้ไงนี่) อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอบได้ซื่อๆว่า It was in one of your shoes. แต่ถ้าคุณแวะมาเยี่ยมอ.กาญจนาที่เมืองนอตติงแฮม แล้วเพื่อนของอ.กาญจนาถามว่า How do you find &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2010/05/how-do-you-find/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำถาม  How do you find&#8230;.? อาจทำให้เราเข้าใจเจตนาของผู้ถามผิดเอาได้ง่ายๆ เพราะนอกจากคำว่า find จะแปลว่าค้นหาแล้ว find ยังหมายถึง คิด หรือรู้สึก</p>
<p>หากวันหนึ่งเพื่อนคุณทำแหวนเพชรหาย ค้นกันบ้านกระจุย แล้วคุณก็บังเอิญเหลือบไปเห็นมันหล่นอยู่ในรองเท้า คุณก็รีบหยิบไปให้เพื่อนคุณทันที เพื่อนคุณก็อาจจะถามว่า</p>
<p>How did you find my ring? (เธอหาแหวนชั้นเจอได้ไงนี่)</p>
<p>อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอบได้ซื่อๆว่า It was in one of your shoes.</p>
<p>แต่ถ้าคุณแวะมาเยี่ยมอ.กาญจนาที่เมืองนอตติงแฮม แล้วเพื่อนของอ.กาญจนาถามว่า</p>
<p>How do you find Nottingham?</p>
<p><span id="more-25"></span>อย่าคิดว่าเค้าถามว่า คุณหาเมืองนอตติงแฮมยังไง แล้วตอบไปว่า &#8220;Oh I searched the town on googlemap. It&#8217;s so easy. I have an i-phone, you know.&#8221;  (โม้เค้าอีกว่าโทรศัพท์ตัวเองแพง)</p>
<p>How do you find Nottingham? แปลว่า คุณคิด (รู้สึก)อย่างไรกับเมืองนอตติงแฮม  นั่นคือ คุณชอบเมืองเรามั้ย</p>
<p>การตอบคำถามประเภทนี้ เนื่องจากคนที่ถามมักจะมีคำตอบที่อยากฟังอยู่แล้ว ก็ต้องพิจารณาสักนิด การตอบไปในทางบวก น่าจะสร้างเสน่ห์ได้ดีกว่า เช่น</p>
<p>&#8220;Oh, it&#8217;s a lovely town. I love the old Market Square. The people are friendly.&#8221;</p>
<p>แม้บางครั้งใจจริงคุณอาจจะอยากตอบว่า</p>
<p>&#8220;It&#8217;s so disappointing. It&#8217;s so wet, so cold, and so dull. The buildings are ugly and the people are so boring.&#8221;</p>
<p>แต่ถ้าพูดอย่างนี้ไป มันก็น่าจะถีบให้ตกแม่น้ำไปเลยคุณว่าไหม</p>
<p>เอาล่ะค่ะ ได้เวลาทำการบ้าน อ่านเสร็จแล้วช่วยตอบคำถามหน่อย</p>
<p>How do you find this post?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/05/how-do-you-find/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>A Deprived Child</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/05/a-deprived-child/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/05/a-deprived-child/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 May 2010 07:00:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[English Posts]]></category>
		<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[In January when Malina started school Mummy didn’t have a UK driving licence. Although Mummy had been driving in Thailand for some time, a UK driving test was not an easy task. Unlike Thailand where the practical test is done &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2010/05/a-deprived-child/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2010/05/DSCN0825.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-5" title="Walking with Malina" src="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2010/05/DSCN0825-241x300.jpg" alt="" width="169" height="210" /></a>In January when Malina started school Mummy didn’t have a UK driving licence. Although Mummy had been driving in Thailand for some time, a UK driving test was not an easy task. Unlike Thailand where the practical test is done on something resembling a go kart track while the examiners stand in the shade chatting to each other, in the UK practical test a driving examiner will sit with you in the car and give you directions to drive around the town where you will encounter a range of typical road and traffic conditions. Throughout the test, you will be examined on an overall safe standard of driving which means a single serious fault can cause you to fail the test. Mummy thought that it would be a good idea for her to take some driving lessons to make sure that she would have a chance to pass the test first time even though many English people have to take their test a few times. On top of that, the test fee is expensive even by English standards.</p>
<p>So, Mummy had to walk Malina to school every morning, pick her up in the afternoon and walk back home. The school is just ten minutes walk from home, but the bitterly cold January weather can be brutal. Even with a thick coat, a woolly hat, and a warm scarf, Malina still looked cold and numb. Mummy felt so sorry for Malina. She felt that she had deprived her daughter’s comfort and convenience through her irresponsible act of having put off taking a driving test for over a year after her international driving licence expired. She was so frustrated with herself everyday as she walked Malina to school seeing other children in their Mummy’s cars. Malina would have been safe and comfortable in a warm car only if Mummy had had a licence-only if Mummy had been more thoughtful.<span id="more-14"></span></p>
<p>Every morning as they were walking to school, chatty Malina would come up with a question.</p>
<p>“Mummy, why don’t the trees have any leaves?”</p>
<p>“It’s very cold in the winter and the leaves were too cold so they fell off.” Mummy replied randomly.</p>
<p>“What about those trees, mummy? Why do they still have green leaves?” Malina pointed at the big pine trees along the road.</p>
<p>Mummy recalled her knowledge of geography and tried her best.</p>
<p>“Well, some plants have strong leaves. They can stand the cold weather. That’s why they still have their leaves in the winter. We call them ‘evergreen trees’.  Mummy picked a pine twig to show Malina how strong the leaves were.</p>
<p>“That tree is an evergreen tree too, mummy.” Malina pointed at a fir tree.</p>
<p>Mummy seemed to pass the mummy test.</p>
<p>They then walked past a group of houses.</p>
<p>“Mummy, I saw number seven on that house. This is how we write number seven.” Malina moved her tiny finger up and down in the air.</p>
<p>“How about that one, Malina? What is that number?” Mummy asked.</p>
<p>“Fifteen, Mummy.”</p>
<p>It seemed Malina had learned more than the 1-10 the school had prescribed for her year.</p>
<p>Malina and Mummy’s walk to school journey was always full of activities. Mummy gave Malina a lesson how to cross the road, how to use to the pavement safely, to stop and give way to a cyclist who rides on the pavement. They sometimes stopped and read a billboard or a traffic sign. They talked about trees. They talked about birds on the wire. They talked about types of vehicles on the road. A ten minutes walk on a horribly cold day was one of the most precious moments for them.</p>
<p>Winter had gone and spring had arrived. Life had begun again. New leaves appeared. Flowers blossomed. The world was full of colours. Their walk to school journey was full of fun. They enjoyed a field of brightly yellow dandelions. They stopped to talk to a ladybird on a leave. They danced with shadows of tree branches swaying in the breeze on a sunny day.  They had such a great time together.</p>
<p>In April, Mummy took a driving test and she passed it first time as she hoped. She was back behind the wheel. Her life was much more convenient. She did not have to run on her heels to get to work in time. She could take Malina to school in just five minutes. She had become accustomed to a ‘convenient’ life again.</p>
<p>One day on the way back home from school Malina said, “Mummy, the dandelions are white!” Malina looked out of the car window, still and quiet for a while, then turned to mummy and solemnly said, ”Mummy, I would like to walk to school.” Mummy looked at Malina and smiled one of her usual smiles as she knew her daughter too well. “I don’t work on Monday. We can walk to school on Monday if you want.”</p>
<p>Monday came and mummy kept her promise. They walked hand in hand to school. As they walked past the dandelion field, Malina took no time to wait. She jumped in the field to pick up a dandelion puff. She blew the puff and watched the little parachutes floating in the sky. Puff after puff, the fun didn’t seem to end.</p>
<p>“Why do dandelions fly in the sky, mummy?”</p>
<p>“Here she goes again!” Mummy thought. “Another mummy test.”</p>
<p>She picked up a dandelion puff and showed Malina the seeds under the white fuzz parachutes. “The dandelion seeds will be floating in the air and they will drop on the ground. Then the seeds will grow into new plants” Mummy went on about the life cycle of plants.</p>
<p>Malina’s ‘inconvenient’ journey to school always provides her a chance to learn something new. Perhaps, Malina had not been deprived of any opportunity after all.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/05/a-deprived-child/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เด็กขาดโอกาส</title>
		<link>http://www.yooangrit.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.yooangrit.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 May 2010 20:22:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanchana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mum's Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.yooangrit.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[ตอนเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อน้องมาลีเริ่มไปโรงเรียน แม่ยังไม่ได้ไปสอบใบขับขี่รถยนต์ของประเทศอังกฤษ แม้จะขับรถในเมืองไทยมาพักใหญ่ แต่การสอบขับรถในประเทศอังกฤษมีความเข้มข้นมาก ผู้สอบจะนั่งไปในรถด้วยแล้วสั่งให้เราขับไปตามถนนต่างๆในเมือง คอยสังเกตพฤติกรรมการขับรถ การใช้กระจก การมองถนน การใช้ความเร็วอย่างละอียด และหากมีข้อผิดพลาดรุนแรง ก็จะปรับตกทันที แม่จึงต้องไปเรียนขับรถเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าไปสอบครั้งเดียวผ่านเลย เพราะปกติแล้วคนที่นี่ก็จะต้องไปสอบกันสองสามครั้งกว่าจะผ่าน ค่าสมัครสอบแต่ละครั้งก็ใช้เงินอยู่ไม่น้อย แม่จำเป็นต้องเดินไปส่งไปรับน้องมาลีไปโรงเรียน  แม้โรงเรียนจะอยู่ไม่ไกลบ้าน เดินไปแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว แต่อากาศเดือนมกราคมก็หนาวเหน็บไม่ใช่น้อย แม้จะใส่เสื้อกันหนาว หมวกและผ้าพันคอแล้ว แต่วันที่อากาศหนาวจัดจริงๆ ลูกน้อยก็เดินหนาวจนหน้าแดงจมูกแดง แม่เห็นแล้วก็สงสารลูก อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปเรียนไปสอบขับรถเสียให้เรียบร้อย ก่อนหน้าหนาวจะมาถึง ถ้าแม่มีใบขับขี่ ป่านนี้ลูกน้อยก็คงอุ่นสบายอยู่ในรถ ไม่ต้องมาเดินตากลมหนาวอยู่อย่างนี้ แม่หงุดหงิดตัวเองที่ทำให้ลูกเป็นเด็กขาดโอกาสได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทุกวันที่เดินไปโรงเรียน น้องมาลีก็ชวนคุยแม่คุยเจื้อยแจ้วไปเรื่อย “แม่จ๋า ทำไมต้นไม้ถึงไม่มีใบล่ะจ้ะ” น้องมาลีถามด้วยความอยากรู้ “ต้นไม้มันหนาวลูก พอถึงหน้าหนาว ใบมันทนหนาวไม่ไหวก็เลยร่วงหมดแล้วจ้ะ” &#8230; <a href="http://www.yooangrit.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2010/05/DSCN0825.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-5" title="Walking with Malina" src="http://www.yooangrit.com/wp-content/uploads/2010/05/DSCN0825-241x300.jpg" alt="" width="169" height="210" /></a> ตอนเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อน้องมาลีเริ่มไปโรงเรียน แม่ยังไม่ได้ไปสอบใบขับขี่รถยนต์ของประเทศอังกฤษ แม้จะขับรถในเมืองไทยมาพักใหญ่ แต่การสอบขับรถในประเทศอังกฤษมีความเข้มข้นมาก ผู้สอบจะนั่งไปในรถด้วยแล้วสั่งให้เราขับไปตามถนนต่างๆในเมือง คอยสังเกตพฤติกรรมการขับรถ การใช้กระจก การมองถนน การใช้ความเร็วอย่างละอียด และหากมีข้อผิดพลาดรุนแรง ก็จะปรับตกทันที แม่จึงต้องไปเรียนขับรถเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าไปสอบครั้งเดียวผ่านเลย เพราะปกติแล้วคนที่นี่ก็จะต้องไปสอบกันสองสามครั้งกว่าจะผ่าน ค่าสมัครสอบแต่ละครั้งก็ใช้เงินอยู่ไม่น้อย</p>
<p>แม่จำเป็นต้องเดินไปส่งไปรับน้องมาลีไปโรงเรียน  แม้โรงเรียนจะอยู่ไม่ไกลบ้าน เดินไปแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว แต่อากาศเดือนมกราคมก็หนาวเหน็บไม่ใช่น้อย แม้จะใส่เสื้อกันหนาว หมวกและผ้าพันคอแล้ว แต่วันที่อากาศหนาวจัดจริงๆ ลูกน้อยก็เดินหนาวจนหน้าแดงจมูกแดง แม่เห็นแล้วก็สงสารลูก อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปเรียนไปสอบขับรถเสียให้เรียบร้อย ก่อนหน้าหนาวจะมาถึง ถ้าแม่มีใบขับขี่ ป่านนี้ลูกน้อยก็คงอุ่นสบายอยู่ในรถ ไม่ต้องมาเดินตากลมหนาวอยู่อย่างนี้ แม่หงุดหงิดตัวเองที่ทำให้ลูกเป็นเด็กขาดโอกาสได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนเด็กคนอื่นๆ<span id="more-4"></span></p>
<p>ทุกวันที่เดินไปโรงเรียน น้องมาลีก็ชวนคุยแม่คุยเจื้อยแจ้วไปเรื่อย</p>
<p>“แม่จ๋า ทำไมต้นไม้ถึงไม่มีใบล่ะจ้ะ” น้องมาลีถามด้วยความอยากรู้</p>
<p>“ต้นไม้มันหนาวลูก พอถึงหน้าหนาว ใบมันทนหนาวไม่ไหวก็เลยร่วงหมดแล้วจ้ะ” แม่ตอบไปงั้น ไม่ได้คิดอะไร</p>
<p>“แม่จ๋า ทำไมต้นนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้นล่ะจ้ะ” หนูมาลีชี้ไปที่ต้นสนต้นใหญ่ เจอคำถามยากเข้าแล้วล่ะแม่  แม่ต้องงัดความรู้ทางภูมิศาสตร์เข้าช่วย “ต้นไม้บางประเภทมีใบหนา สามารถทนหนาวได้ดี ต้นไม้พวกนี้จึงมีใบเขียวทั้งปีจ๊ะลูก เราลูกต้นไม้พวกนี้ว่า evergreen tree”  ว่าแล้วแม่ก็ดึงใบสนมาหนึ่งกิ่ง ให้ลูกน้อยดูประกอบการบรรยาย</p>
<p>“ต้นโน้นก็เรียกว่า evergreen tree ใช่มั้ยแม่” หนูน้อยชี้ไปยังต้นสนต้นใหญ่อีกต้น</p>
<p>เป็นอันว่าวันนี้แม่สอบผ่านที่อธิบายแล้วลูกเข้าใจ</p>
<p>ก่อนถึงโรงเรียนเราเดินผ่านบ้านผู้คนที่ตั้งอยู่เรียงราย “แม่จ๋า บ้านหลังนั้นมีเลขเจ็ดติดอยู่ เลขเจ็ดเขียนอย่างนี้จ้ะแม่” หนูน้อยลากมือเขียนเลขเจ็ดในอากาศให้แม่ดู</p>
<p>“หลังโน้นล่ะลูก หมายเลขอะไร”  “เลขสิบห้าค่ะแม่”  ลูกเรารู้จักตัวเลขเกินสิบแล้วนะนี่</p>
<p>ทุกวันที่เดินไปและกลับจากโรงเรียน แม่ลูกมีกิจกรรมสังเกตสิ่งรอบตัวหลากหลาย แม่ได้มีโอกาสสอนลูกเรื่องการข้ามถนน การเดินข้างถนนอย่างระมัดระวัง มารยาทการหยุดให้รถจักรยานผ่านทางไปก่อน บางวันเราก็หยุดแวะอ่านป้ายโฆษณา บางวันแม่ก็สอนเรื่องป้ายจราจร บางวันก็คุยเรื่องต้นไม้ บางวันก็คุยเรื่องนกที่เกาะอยู่ตามสายไฟ บางวันก็คุยเรื่องรถประเภทต่างที่มีชื่อเรียกต่างๆกันไป เวลาสิบนาทีที่เดินฝ่าลมหนาวกลับกลายเป็นเวลาที่มีคุณค่า ฤดูหนาวผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิเข้ามาเยือน ธรรมชาติรอบตัวเริ่มมีชีวิตชีวา ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกใบ อวดสีสันไม่ซ้ำกัน การเดินไปโรงเรียนของเราก็ยิ่งสนุก เราหยุดดูดอกแดนดีไลออนเหลืองทองไปทั่ว เราหยุดคุยกับแมลงเต่าทองที่เกาะอยู่ตามใบไม้ เราเต้นระบำกับเงาไม้ที่ทอดยาวในวันที่แสงแดดแผดจ้า การเดินไปโรงเรียนที่แม่เคยคิดว่าเป็นการทำให้ลูกขาดโอกาสสะดวกสบายกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีค่าของแม่ลูก</p>
<p>เดือนเมษายน แม่ไปสอบใบขับขี่ และสอบผ่านในครั้งนั้น แม่กลับมาใช้รถยนต์อีกครั้ง การใช้รถยนต์ทำให้ชีวิตของแม่สะดวกขึ้นมาก แม่ไม่ต้องใช้เวลาเดินบ้างวิ่งบ้างจนเท้าระบมเพื่อให้สามารถไปทำงานได้ทันเวลา แม่สามารถขับรถไปส่งน้องมาลีที่โรงเรียนโดยใช้เวลาแค่ห้านาที  แม่เริ่มกลับมาเคยชินกับการเดินทางที่ “สะดวกสบาย” อีกครั้ง</p>
<p>วันหนึ่งเราขับรถผ่านทางที่เราเคยเดินไปโรงเรียนอยู่ทุกวัน “แม่จ๋า ดอกแดนดีไลออนเปลี่ยนเป็นปุยสีขาวแล้วแม่” น้องมาลีมองออกไปนอกรถและนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันมาบอกแม่ด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “แม่จ๋า หนูอยากเดินไปโรงเรียน” แม่มองหน้าลูกแล้วอมยิ้มด้วยเข้าใจว่าลูกคิดอะไรอยู่ “วันจันทร์แม่ไม่ต้องไปทำงาน เราเดินไปโรงเรียนกันก็ได้ค่ะลูก”  วันจันทร์มาถึงคุณแม่ก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เราเดินจูงมือกันอย่างเคย น้องมาลีรีบเดินไปเก็บดอกแดนดีไลออนปุยขาวข้างทาง มาเป่าให้ละอองเกษรฟุ้งกระจายไปตามสายลม หนูน้อยเก็บดอกปุยขาวดอกแล้วดอกเล่ามาเป่าอย่างสนุกสนาน  “แม่จ๋า ทำไมดอกแดนดีไลออนต้องเปลี่ยนเป็นปุยขาวแล้วลอยไปตามลมด้วยคะ”  คำถามมาอีกแล้วค่ะคุณแม่จ๋า แม่เก็บดอกแดนดีไลออนมาหนึ่งดอก แล้วชี้ให้หนูน้อยดูเมล็ดเล็กๆที่ติดอยู่ใต้ปุยขาวๆ “พอดอกแดนดีไลออนลอยไปตามลมแล้วไปตกบนพื้นดิน เมล็ดที่ติดอยู่จะงอกเป็นต้นแดนดีไลออนต้นใหม่ไงลูก” แม่เจื้อยแจ้วอธิบายวงจรชีวิตพืชให้ลูกฟัง เด็กน้อยขาดโอกาสสะดวกสบายของแม่ยังได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งรอบตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม่ดีใจจังเลยที่ลูกเป็นเด็กขาดโอกาส</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.yooangrit.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

